วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

บันทึกครั้งที่ 9 

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม 2555

ไม่มีการเรียนการสอน



ค้นคว้าเพิ่มเติม


สื่อการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย รูปทรง การวัด
ชื่อเรื่อง รูปร่าง,รูปทรง การวัด
สำ
หรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1
วัตถุประสงค์
 1. เพื่อให้เด็กๆได้รู้จัก รูปทรงและรูปร่าง
 2. เพื่อให้เด็กได้รู้จักความแตกต่างระหว่างรูปร่างกับรูปทรง
3.เพื่อให้เด็กได้รู้จักการชั่งน้ำหนักและการกะประมาณ
อุปกรณ์
  1.กระดาษสี     
  2.กระดาษแข็ง               
  4.กาว 
  5.กรรไกร
6.ไม้ไอติม
7.จานกระดาษ
8.มีด เลื่อย
9.สว่านไฟฟ้า
10.น็อต ,ไม้
11.ตลับเมตร

ขั้นตอนการทำสื่อ
การทำตราชั่ง
1.ใช้ตลับเมตรวัดไม้ตามขนาดที่ต้อง แล้วใช้สว่านไฟฟ้าเจาะรู จากนั้นนำน็อตมาขันไว้แล้วตกแต่งให้สวยงาม
การทำรูปร่างรูปทรง
1.ใช้ไม้ไอติมในการทำรูปสามเหลี่ยม ใช้กาวติดเป็นรูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม  ใช้กระดาษตัดเป็นรูปวงกลม วงรี
สี่เหลี่ยมแล้วทำกล่อง

2.ตัดกระดาษเป็นรูปสามเหลี่ยม 
การใช้สอน ขั้นตอนการสอน                                                        
1.กล่าวทักทายเด็กๆ พร้อมสวัสดีตอนเช้าและบอกชื่อหน่วย บอกชื่อกิจกรรม และบอกวัตถุประสงค์
2.เข้าสู่ขั้นนำแล้วยกรูปทรงต่างๆให้เด็กดูแล้วถามเด็กว่านี่คือรูปอะไร พร้อมอธิบายรูปทรงต่างๆ ให้เด็กรู้ และความแตกต่างระหว่างรูปร่างกับรูปทรง
3.ครูให้เด็กบอกว่าคือรูปอะไรแล้วมันคือรูปร่างหรือรูปทรง
4.ครูให้เด็กแบ่งกลุ่ม แล้วให้ตัวแทนกลุ่มออกมาชั่งน้ำหนักของผลไม้ต่างๆโดยให้ปรึกษากันก่อนว่าจะเอาอะไรขึ้นชั่งเพื่อจะได้หนักว่าฝ่ายตรงข้าม
5.ครูกับเด็กสรุปพร้อมกันว่ารู้จักอะไรบ้าง แล้วความแตกต่างของรูปร่างรูปทรง
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.เด็กจะได้รู้รูปร่างรูปทรง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม
2.เด็กสามารถบอกได้ว่านิยามศัพท์ของรูปร่างรูปทรง รูปเรขาคณิตคืออะไร
3.เด็กได้พัฒนาทักษะทางสังคม และทักษะกระบวนการคิด รู้จักการกะประมาณก่อนการชั่ง
แผนการสอน รูปทรง
จุดประสงค์
1.เพื่อให้เด็กรู้จักนิยามและความแตกต่างของรูปร่าง รูปทรง
2.เพื่อให้เด็กได้ฝึกทักษะทางสังคม สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้
3.เพื่อให้เด็กเกิดความคิดและจินตนาการ
ขั้นนำ
-กล่าวทักทายเด็กๆ พร้อมสวัสดีตอนเช้าและบอกชื่อหน่วย บอกชื่อกิจกรรม และบอกวัตถุประสงค์แล้วยกรูปทรงต่างๆให้เด็กดูแล้วถามเด็กว่านี่คือรูปอะไร พร้อมอธิบายรูปทรงต่างๆ ให้เด็กรู้ และความแตกต่างระหว่างรูปร่างกับรูปทรง
ขั้นกิจกรรม
-ครูให้เด็กบอกว่าคือรูปอะไรแล้วมันคือรูปร่างหรือรูปทรง
-ครูให้เด็กแบ่งกลุ่ม ๆละ 5 คน ให้เด็กนำรูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม กงกลม และหกเหลี่ยมมาต่อเป็นรูปต่างๆ เช่น นำสามเหลี่ยมมาต่อเป็นรูปปลา
ขั้นสรุป
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปว่าได้อะไรบ้างจากการทำกิจกรรมในครั้งนี้
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.เด็กจะได้รู้รูปร่างรูปทรง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม
2.เด็กสามารถบอกได้ว่านิยามศัพท์ของรูปร่างรูปทรง รูปเรขาคณิตคืออะไร
3.เด็กได้พัฒนาทักษะทางสังคม และทักษะกระบวนการคิดและจินตนาการ

แผนการสอน การวัด
จุดประสงค์
1.เพื่อให้เด็กรู้จักการชั่งน้ำหนักและการคาดคะเน
2.เพื่อให้เด็กได้ฝึกประสาทสัมผัสระหว่างสายตากับมือ                       
ขั้นนำ
-กล่าวคำทักทายเด็กๆ บอกชื่อกิจกรรม บอกวัตถุประสงค์ เตรียมความพร้อมให้ก่อนสอน โดยการปรบมือเป็นจังหวะครูพาเด็กร้องเพลง “กินผัก”พร้อมทำท่าประกอบ
ขั้นกิจกรรม
-ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นสองฝ่าย
-นำผักผลไม้มาให้เด็กดู แล้ว ให้เด็กบอกว่า ลูกไหนใหญ่ ลูกไหนเล็ก อะไรจะหนักกว่ากัน
-ให้เด็กออกมาชั่งผักผลไม้ อาจจะให้เด็กลองชั่ง ผลไม้ชนิดเดียวกัน ต่างชนิดมารวมกัน (ส้มกับส้ม แอบเปิ้ลกับผักกาดขาว มะเขือยาวกับตุ๊กตา) น้ำหนักจะเท่ากันหรือไม่ แต่ก่อนชั่งให้เด็กปรึกษากันก่อนคาดคะเนก่อนว่าอะไรจะหนักกว่ากัน ถ้ากลุ่มไหนชั่งหนักว่าจะเป็นฝ่ายชนะ(การชั่งแต่ละครั้งจะต้องมีจำนวนชิ้นที่เท่ากัน)
ขั้นสรุป
ครูกับเด็กร่วมสรุปว่ารู้อะไรบ้างจากการทำกิจกรรมในครั้งนี้
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.เด็กได้ฝึกทักษะทางสังคม สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้
2.เด็กรู้จักการคาดคะเน และได้ฝึกประสารทสัมผัสระหว่างมือกับตา




















              

 ที่มาของข้อมูล : http://www.learners.in.th/blogs/posts/512228







บันทึกครั้งที่ 8

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ธันวาคม 2555

กำลังกลั่นกรองข้อมูล
บันทึกครั้งที่ 7 

วันพฤหัสบดี ที่่่ 13 ธันวาคม 2555

           วันนี้อาจารย์สอนเกี่่ยวกับความหมายของมาตรฐาน ซึ่งทำให้เราได้ทราบถึงวิธีการแสดงจำนวน 
เช่น เส้นจำนวน การเขียนเส้นแสดงจำนวน การใช้ตัวเลขกำกับ เป็นต้น นอกจากนี้อาจารย์ก็ยังได้สอนเรื่องการวัดว่าการวัดคืออะไร ใช้เครื่องมืออะไรในการวัด เช่น การวัดความยาว การวัดน้ำหนัก วัดค่าเงิน วัดเวลา และวัดอุณหภูมิ หรือการวัดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางจากบ้านมามหาวิทยาลัย ใช้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งเรียนไปเราก็ปวดหัวไปค่ะ เพราะค่อนข้างจะง่วงนอน และหิวด้วย  จากนั้นอาจารย์ก็ได้สอนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ว่าคืออะไร ซึ่งในส่วนนี้เราจะนำข้อมูลมาเสริมเพิ่มเติมให้ละเอียดยิบในด้านล่างของหน้าที่บันทึกนะคะ 
           และท้ายชั่วโมงอาจารย์ก็ได้สั่งงานให้ทำเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน แล้วกลุ่มของเราก็มีสมาชิกด้วยกันสามคน คือ

                     นางสาวสินีนาฏ แสงแพง (ปอ) เลขที่ 20 
                     นางสาวสุภัตรา  ติดยงค์ (ยูบี)  เลขที่ 35
                     นางสาวปรีดาพร  ไก่ฟ้า (ดาด้า) เลขที่ 38



ค้นคว้าเพิ่มเติม

-มาตรฐาน
-การวัด
-การวิเคราะห์



ความหมายของมาตรฐาน


               มาตรฐาน (Standard)   หมายถึง เอกสารที่จัดทำขึ้นจากการเห็นพ้องต้องกัน และได้รับ ความเห็นชอบจากองค์กรอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เอกสารดังกล่าววางกฎระเบียบแนวทางปฏิบัติหรือลักษณะ
เฉพาะแห่งกิจกรรม หรือผลที่เกิดขึ้นของกิจกรรมนั้น ๆ เพื่อให้เป็นหลักเกณฑ์ใช้กันทั่วไปจนเป็นปกติวิสัย โดยมุ่งให้บรรลุถึงความสำเร็จสูงสุดตามข้อกำหนดที่วางไว้

               หมายเหตุ : มาตรฐานควรตั้งอยู่บนผลที่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ โดยมุ่งการส่งเสริมให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน




ความหมายของการวัด


                  การวัด  คือ การหาคำตอบเกี่ยวกับ เวลา ระยะทาง น้ำหนัก ด้วยการการจับเวลา /การวัดระยะทาง / การชั่งน้ำหนักหรือการตวง เราเรียกวิธีการซึ่งใช้ข้างต้นรวม ๆ กันว่าการวัด เช่นการชั่งน้ำหนัก เรียกว่า การวัดน้ำหนัก การตวง เรียกว่า การวัดปริมาตร


หน่วยการวัด คือ การบอกปริมาตรที่ได้จากการวัดต้องมีหน่วยการวัดจะใช้ตามระบบหน่วยสากล(International System of Unit) ซึ่งเรียกโดยย่อว่า หน่วย IS เช่น กรัม กิโลกรัม มิลลิกรัม เมตร กิโลเมตร วินาที ฯลฯ  
การเลือกหน่วยในการวัดควรให้เหมาะสมกับสิ่งที่ใช้วัดเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและการอ่านค่าจากการวัด อาจทำให้ค่าการวัดคลาดเคลื่อนได้ ค่าที่ได้จากการวัดจึงถือเป็นค่าประมาณที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง
การบอกค่าประมาณของปริมาณของสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ได้วัดจริง  เรียกว่า  การคาดคะเน
หน่วยรากฐานของระบบ  SI  มี  7  หน่วยที่ใช้วัดปริมาณมูลฐาน  ( basic  quantity ) ได้แก่
เมตร         ( Meter : m )                                   เป็นหน่วยใช้วัดความยาว
กิโลเมตร ( Kilogramme : kg )                          เป็นหน่วยใช้วัดมวล
วินาที      ( Second : s )                                    เป็นหน่วยใช้วัดเวลา
แอมแปร์  ( Ampere : A )                                 เป็นหน่วยใช้วัดกระแสไฟฟ้า
เคลวิน     ( Kelvin : K )                                    เป็นหน่วยใช้วัดอุณหภูมิ
แคนเดลา ( Candela : cd )                                เป็นหน่วยใช้วัดความเข้มของการส่องสว่าง
โมล        ( Mole : mol )                                    เป็นหน่วยใช้วัดปริมาณของสาร

เครื่องมือที่ใช้ในการวัด และการอ่านค่าจากการวัด อาจทำให้ค่าการวัดคลาดเคลื่อนได้ ค่าที่ได้จากการวัืด
จึงถือเป็นค่าประมาณที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงการบอกค่าประมาณของปริมาณของสิ่งต่างๆ โดยไม่ได้วัดจริง
เรียกว่า  การคาดคะเน




ความหมายของการวิเคราะห์


                   การวิเคราะห์ หมายถึง การแยกแยะทางความคิด หรือทางวัตถุของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เห็น องค์ประกอบ เพื่อศึกษาแต่ละองค์ประกอบหรือว่าแยกแยะเพื่อให้เห็นเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ ขององค์ประกอบต่างๆ ที่ทำให้เกิดสิ่งนั้น หรือเรื่องนั้น เวลาวิเคราะห์ต้องพยายามหาคำตอบว่า ข้อความ บทความ เนื้อเรื่องนั้นให้ความรู้อะไรบ้าง ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นอะไรให้ทราบบ้าง มีความรู้สึกอย่างไร






การวิเคราะห์

       หลักการวิเคราะห์

  1. พิจารณาว่าเรื่องนั้นใช้รูปแบบใด เช่น เป็นนิทาน เป็นเรื่องยาว เป็นร้อยกรอง เป็นบทละคร เรื่องสั้น บทความ
  2. แยกเนื้อเรื่องให้ได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร
  3. แยกพิจารณาให้ละเอียดว่า เนื้อหาประกอบด้วยอะไรบ้าง
  4. พิจารณาว่าใช้กลวิธีในการนำเสนอเรื่องอย่างไร
  5. ลำดับเหตุการณ์ ตามเหตุผลคือ ลำดับจาเหตุไปหาผล หรือจากผลไปหาเหตุ หรือตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหลัง ความสำคัญมากไปหาความสำคัญน้อย สิ่งที่ใก้ลตัวไปหาไกลตัวจากขวาไปซ้ายหรือซ้ายไปขวา จากเหนือไปใต้หรือใต้ไปเหนือ จากสถานที่ใหญ่ไปหาสถานที่เล็กจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อย เป็นต้น
        6. พิจารณาความคิดที่ผู้เขียนต้องสื่อให้ผู้อ่านทราบและความหมายที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่องหรือข้อความนั้น เมื่ออ่านพิจารณาข้อความ บทความ เนื้อเรื่อง เสร็จแล้วจึงตอบคำถาม ข้อควรระวังคือ คำตอบที่ให้เลือกนั้นจะคล้ายคลึงกันมาก บางครั้งดูเหมือนว่าคำตอบเป็นคำตอบที่ถูกต้องทุกข้อ จึงต้องใช้วิจารณญาณ เลือกคำตอบที่ถูกที่สุด
        การวิเคราะห์เรื่องที่อ่านทุกชนิด สิ่งที่จะละเลยเสียมิได้ก็คือ การพิจารณาถึงการใช้ถ้อยคำสำนวนภาษาว่ามีความเหมาะสมกับระดับและประเภทของงานเขียนหรือไม่ เช่น ในบทสนทนาก็ไม่ควรใช้ภาษาที่เป็นแบบแผน ควรใช้สำนวนให้เหมาะสมกับสภาพจริงหรือเหมาะแก่กาลสมัยที่เหตุการณ์ในหนังสือนั้นเกิดขึ้น เป็นต้น ดังนั้น การอ่านวิเคราะห์จึงต้องใช้เวลาอ่านมาก และยิ่งมีเวลาอ่านมากก็ยิ่งมีโอกาสวิเคราะห์ได้ดีมากขึ้น การอ่านในระดับนี้ ต้องรู้จักตั้งคำถามและจัดระเบียบเรื่องราวที่อ่าน เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องและความคิดของผู้เขียนต้องการ

           การวิเคราะห์การอ่าน

        การวิเคราะห์การอ่านประกอบด้วย
  1. รูปแบบ
  2. กลวิธีในการประพันธ์
  3. เนื้อหาหรือเนื้อเรื่อง
  4. สำนวนภาษา

          กระบวนการวิเคราะห์

        1.ดูรูปแบบของงานประพันธ์ว่าใช้รูปแบบใด อาจเป็นนิทาน บทละคร นวนิยาย เรื่องสั้น บทร้อยกรอง หรือบทความจากหนังสือพิมพ์
        2.แยกเนื้อเรื่องออกเป็นส่วนๆ ให้เห็นว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร
        3.แยกพิจารณาแต่ละส่วนให้ละเอียดลงไปว่าประกอบกันอย่างไร หรือประกอบด้วยอะไรบ้าง
         4.พิจารณาให้เห็นว่าผู้เขียนให้กลวิธีเสนอเรื่องอย่างไร

               การอ่านเชิงวิเคราะห์ในขั้นต่าง ๆ

               การอ่านวิเคราะห์คำ

        การอ่านวิเคราะห์คำ เป็นการอ่านเพื่อให้ผู้อ่านแยกแยะถ้อยคำในวลี ประโยค หรือข้อความต่าง ๆ โดยสามารถบอกได้ว่าคำใดใช้อย่างไร ใช้อย่างไร ใช้ผิดความหมาย ผิดหน้าที่ไม่เหมาะสม ไม่ชัดเจนอย่างไร ควรจะต้องหาทางแก้ไขปรับปรุงอย่างไรเป็นต้น เช่น
  1. อย่าเอาไปใช้ทับกระดาษ
  2. ที่นี่รับอัดพระ
  3. เขาท่องเที่ยวไปทั่วพิภพ
  4. เจ้าอาวาสวัดนี้มรณกรรมเสียแล้ว

        การอ่านวิเคราะห์ประโยค

        การอ่านวิเคราะห์ประโยค เป็นการอ่านเพื่อแยกแยะประโยคต่างๆ ว่าเป็นประโยคที่ถูกต้องชัดเจนหรือไม่ ใช้ประโยคผิดไปจากแบบแผนของภาษาอย่างไร เป็นประโยคที่ถูกต้องสมบูรณ์เพียงใดหรือไม่ มีหน่วยความคิดในประโยคขาดเกินหรือไม่ เรียงลำดับความในประโยคที่ใช้ได้ถูกต้องชัดเจนหรือไม่ ใช้ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็นหรือใช้รูปประโยคที่สื่อความหมายไม่ชัดเจนหรือไม่ เมื่อพบข้อบกพร่องต่างๆ แล้วก็สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เช่น
  1. สุขภาพของคนไทยไม่ดีส่วนใหญ่
  2. การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯเกิดการจลาจล
  3. ทุกคนย่อมประสบความสำเร็จท่ามกลางความขยันหมั่นเพียร
  4. เขามักจะเป็นหวัดในทุกครั้งที่ฝนเริ่มตก                                                                                                                            การอ่านวิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่ง 
        ผู้อ่านต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าผู้เขียนเสนอทัศนะมีน้ำหนักเหตุผลประกอบข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือเพียงใด เป็นคนมองโลกในแง่ใด เป็นต้น
          การอ่านวิเคราะห์รส
        การอ่านวิเคราะห์รส หมายถึง การอ่านอย่างพิจารณาถึงความซาบซึ้งประทับใจที่ได้จากการอ่าน วิธีการที่จะทำให้เข้าถึงรสอย่างลึกซึ้ง คือการวิเคราะห์รสของเสียงและรสของภาพ
        4.1 ด้านรสของเสียง ผู้อ่านจะรู้สึกได้ชัดจากการอ่านออกเสียงดังๆไม่ว่าจะเป็นการอ่านอย่างปกติหรือการอ่านทำนองเสนาะ จึงจะช่วยให้รู้สึกถึงความไพเราะของจังหวะ และความเคลื่อนไหว ซึ่งแฝงอยู่ในเสียง ทำให้เกิดความรู้สึกไปตามท่วงทำนองของเสียงสูงต่ำจากเนื้อเรื่องที่อ่าน
        4.2 ด้านรสของภาพ เมื่อผู้อ่านอ่านแล้วเกิดความเข้าใจเรื่อง ในขณะเดียวกันทำให้เห็นภาพด้วย เป็นการสร้างเสริมให้ผู้อ่านได้เข้าใจความหมาย การเขียนบรรยายความด้วยถ้อยคำไพเราะ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ก่อให้เกิดภาพขึ้นในใจผู้อ่าน ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและเข้าใจความหมายของเรื่องได้ดียิ่งขึ้น

        การอ่านวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหาและการตีความเนื้อหาของข้อความ

        การอ่านเชิงวิเคราะห์ ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณา คือ การวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา และการตีความเนื้อหาของหนังสือ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
         5.1การวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา มีหลักปฏิบัติดังนี้
  • จัดประเภทหนังสือตามชนิดและเนื้อหา หนังสือแต่ละประเภทมีวิธีอ่านต่างกัน ก่อนอ่านต้องวิเคราะห์รู้ว่า หนังสือเล่มนั้นอยู่ในประเภทใด การแบ่งประเภทจะดูแต่ชื่อเรื่องหรือลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ต้องสำรวจเนื้อหาด้วย อย่างไรก็ตาม ชื่อเรื่องเป็นสิ่งแรกที่ใช้้เป็นแนวทางได้ เพราะผู้เขียนย่อมต้องพยายามตั้งชื่อเรื่องให้ตรงแนวเขียนหรือจุดมุ่งหมายในการเขียนของตนให้มากที่สุด
  • สรุปให้สั้นที่สุดว่า หนังสือนั้นกล่าวถึงอะไร หนังสือที่ดีทุกเล่มต้องมีเอกภาพ มีการจัดองค์ประกอบของส่วนย่อยอย่างมีระเบียบ ผู้อ่านต้องพยายามสรุปภาพดังกล่าวออกมาเพียง 1-2 ประโยคว่า หนังสือเล่มนั้นมีอะไรเป็นจุดสำคัญหรือเป็นแก่นเรื่องแล้วจึงหาความสัมพันธ์กับส่วนสำคัญต่อไป
  • กำหนดโครงสังเขปของหนังสือ เมื่ออ่านต้องตั้งประเด็นด้วยว่า จากเอกภาพของหนังสือเล่มนั้นมีส่วนประกอบสำคัญบ้าง ส่วนที่สำคัญๆสัมพันธ์กันโดยตลอดหรือไม่ และแต่ละส่วนก็มีหน้าที่ของตน สนับสนุนซึ่งกันและกันหรือไม่
  • กำหนดปัญหาที่ผู้เขียนต้องการแก้ ผู้อ่านควรพยายามอ่านและค้นพบว่าผู้เขียนเสนอปัญหาอะไร อย่างไร มีปัญหาย่อยอะไร และให้คำตอบไว้ตรงๆหรือไม่ การตั้งปัญหาเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เข้าใจเรื่อง
แจ่มแจ้ง ยิ่งตั้งปัญหาได้กว้างขวางลึกซึ้งเพียงใด ยิ่งเข้าใจได้เพิ่มขึ้นเพียงนั้น
         5.2 การตีความเนื้อหาของหนังสือ การตีความเป็นสิ่งที่ผู้อ่านทำความเข้าใจ ความคิดของผู้เขียน พิจารณาวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ซึ่งบางครั้งผู้เขียนไม่ได้บอกความหมายหรือนัยของข้อความที่เขียนออกมาตรงๆ แต่ผู้อ่านต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจบริบทของเรื่องเป็นอย่างดี จึงจะตีความได้ถูกต้อง การทำความเข้าใจความคิดของผู้เขียนนั้น ไม่ว่าความคิดจะถูกต้องหรือไม่เราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่การพยายามเข้าใจเช่นนั้นทำให้เราไม่วิจารณ์ผู้เขียนอย่างไม่ยุติธรรม แต่จะพิจารณาทั้งข้อดี ข้อบกพร่อง ของงานเขียนนั้นอย่างแจ่มแจ้ง การตีความเนื้อหาของหนังสือมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้
  • ตีความหมายของคำสำคัญ และค้นหาประโยคสำคัญที่สุด ผู้อ่านต้องพยายามเข้าใจคำสำคัญและเข้าใจประเด็นที่สำคัญที่ผู้เขียนเสนอ เพื่อเข้าใจความคิดของผู้เขียน
  • สรุปความคิดสำคัญของผู้เขียน โดยพิจารณาว่าประโยคใดเป็นเหตุ ประโยคใดเป็นผลประโยคใดเป็นข้อสรุป ซึ่งบางครั้งผู้เขียนไม่ได้สรุปความคิดออกมาให้เห็นชัดเจน แต่ผู้อ่านต้องพยายามสรุปออกมาให้ได้
  • ตัดสินว่าอะไรคือการแก้ปัญหาของผู้เขียน เมื่อผู้อ่านตีความสำคัญให้ตรงกับผู้เขียน เข้าใจความคิดสำคัญของผู้เขียน และสรุปความคิดของผู้เขียนได้แล้ว ผู้อ่านก็จะวิเคราะห์หรือตัดสินได้ว่า จากเรื่องราวหรือเหตุผลต่างๆที่ผู้เขียนนำมาเสนอนั้นมีความสมเหตุสมผลหนักแน่น น่าเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด เพื่อนำไปสู่การวิจารณ์หนังสือเรื่องนั้น ๆ ต่อไป

          ตัวอย่างบทวิเคราะห์ตลาดหุ้น โดย คุณ takeshi ito [สิงหาคม พ.ศ. 2545]

         “การลงทุนในตลาดหุ้น มีความเสี่ยงครับ สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวก็คือ เตรียมตัวเรา เข้าใจสภาพตลาด และเข้าใจในหุ้นว่าด้วยตลาดก่อน

 ตลาด

        ตลาดจะมีรอบของมันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรอบของการเล่นกลุ่ม สมมุติ นะครับ สมมุติ ตลาดกำลังเล่น ธนาคาร กับ อสังหา ถามว่า คุณจะซื้อสื่อสารมั๊ยครับ พยายามศึกษาตลาด รอบนี้เล่นอะไร กลุ่มไหน จากนั้นก็ ศึกษารอบของตัวตลาด ยกตัวอย่างเช่น รอบนี้ 340-400 จุด วิธี จะดู ก็หาอ่านเอาจากบทวิเคราะห์ต่างๆ จาก http://www.settrade.com หรือ http://www.qthai.com แต่อย่าเชื่อทั้งหมด พยายามหาเลขที่เหมาะสมโดยลดลงจากบทวิเคราะห์ 10-30 % ยกตัวอย่าง บทวิเคราะห์ว่าไว้ รอบนี้ 340-400 เราอาจจะคิดว่าไม่จริง อาจจะแค่ 358-380

 หุ้น

        ในตัวหุ้นเองมันก็จะมีรอบของมันอยู่ พยายามศึกษาพฤติกรรมและสันดานของหุ้นที่เราจะเล่น ยกตัวอย่างเช่น หุ้น ก. ทั้งปี วิ่งอยู่ 5-9 บาท ปีนึงจะวิ่งอยู่สามครั้ง แต่สภาพตลาด sideway หุ้น ก. จะวิ่งอยู่ 5.8-6.3 ตรงนี้เราสามารถหากำไรจากส่วนต่างตรงนี้ได้”
        ระบบการศึกษาที่สอนให้คนจำข้อมูลและไม่ได้สอนให้คนรู้จักคิด จะส่งผลในทางลบที่เห็นได้ชัดดังต่อไปนี้คือ
        1. คนซึ่งขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จะไม่สามารถวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาได้ ในการคิดวิเคราะห์หาสาเหตุ จะต้องมองตัวแปรเป็นเหตุเป็นผลต่อกันและด้วยการพิสูจน์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ด้วยการตรวจสอบและทดลอง ถ้าขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก็จะทำให้ไม่เข้าใจสาเหตุของปัญหา ทำให้ความสามารถในการแก้ปัญหาด้อยลง หรือแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
        2. ระบบความคิดที่ไม่ได้เน้นที่การวิเคราะห์ย่อมขาดตรรกที่เป็นเหตุเป็นผล และขาดความเข้าใจแนวการวิเคราะห์เรื่องตัวแปรนำและตัวแปรตาม ดังนั้น ความสามารถในการดักปัญหาล่วงหน้าจึงเกิดขึ้นไม่ได้
        3. การขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ถึงเหตุและผล จะทำให้มีแนวโน้มที่จะหาคำตอบจากความคิดที่เป็นความเชื่อ ศรัทธา ความนึกคิดของคนทั่ว ๆ ไป หรือจากประสบการณ์ จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความเชื่อแบบงมงาย หรือการวิเคราะห์ปัญหาที่ไม่สมเหตุสมผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งย่อมนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ผิดพลาด
        4. คนที่ขาดความสามารถในการวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล ด้วยข้อมูล อาจจะมีความพยายามในการป้องกันตนเองในทางจิตวิทยาด้วยการหาคำถกเถียงจากความรู้สึก จากสามัญสำนึก จากศรัทธา จากอุดมการณ์ จากความรู้สึกทางชาตินิยม ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องการถกเถียงอย่างขอไปทีหรือดันทุรัง และถ้าหากเป็นคนกลุ่มใหญ่ก็จะนำไปสู่ความเสียหายอย่างหนักในแง่การดำเนินนโยบาย
        5. การขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผล ทำให้ขาดความเชื่อมั่น ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เกิดการชักจูงโดยง่ายด้วยกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาที่ไม่สุจริต การปลุกเร้าทางอารมณ์มวลชนที่ขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ อาจจะนำไปสู่การรวมกลุ่มทางการเมืองที่ไม่พึงประสงค์
        6. การขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ทำให้ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน ทั้งนี้เพราะขาดความเข้าใจปัญหาและขาดความสามารถในการแก้ปัญหา ขาดความคิดริเริ่ม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง บุคคลที่ขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์มีความเหมาะสมแต่เพียงปฏิบัติตามคำสั่งในลักษณะหุ่นยนต์ ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้ที่ใช้ความคิดในการแก้ปัญหา เพราะขาดความสามารถในการตัดสินใจ คนที่ขาดความคิดย่อมไม่สามารถจะเป็นผู้นำที่ดีได้
        การศึกษาจะต้องเน้นที่ทำให้คนสามารถคิดวิเคราะห์หาข้อมูล สามารถนำความรู้และข้อมูลที่มีการวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหา ในการดักปัญหา ในการทำงาน ในการดำรงชีวิต ที่สำคัญที่สุดต้องสามารถวิเคราะห์ตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุข ถ้าการศึกษาขาดคุณลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วจะเป็นความล้มเหลวและจะสร้างปัญหาให้กับผู้เรียน แต่ที่สำคัญที่สุดจะส่งผลต่อคุณภาพของประชาชนในประเทศ อันจะมีผลกระทบต่อศักยภาพของการพัฒนาของประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในอนาคตต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก


http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C

http://www.thaigoodview.com/library/contest2553/type1/math03/02/Lesson1_2.html


http://app.tisi.go.th/standardization/definition.html







วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บันทึกครั้งที่ี่ 6

วันพฤหัสบดี ที่่ 6 ธันวาคม 2555


                วันนี้เรียน ก็เจอคำถามแบบเวียนหัวอีกแล้ว  เมื่อครูถามว่า การเล่น กับ การจัดประสบการณ์ต่างกันอย่างไร ซึ่งถามว่าตอบได้ไหม พอตอบได้นะ แบบงง ๆ น่ะ แต่ก็ามารถเข้าใจได้เพราะครูอธิบายให้ฟัง จนระเอียดยิบเลย จากนั้นก็ได้ศึกษาเรื่องการใช้เกณฑ์ในการแบ่งกลุ่ม หรือการจัดกลุ่ม ซึ่งเกณฑ์ที่จะใช้ต้องมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หมายถึงถ้านำไปใช้กับเด็กๆนะ ถ้าผู้ใหญ่ก็ซับซ้อนได้ คือเราต้องดูความเหมาะสมด้วย 
                 และท้ายชั่วโมงครูก็ได้มอบหมายงานให้กับนักศึกษาไปทำกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 6 คน แล้วก็ให้นำกล่องมาคนละกล่อง แล้วก็จับกลุ่มๆ สืบคน เพื่อให้นำกล่องที่เตรียมมา มาแปะติดต่อกัน เป็นรูปอะไรก็ได้ตามความคิดของนักศึกษาแต่ละคน















บันทึกครั้งที่ 5

วัน พฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2555


              วันนี้อาจารย์สอนเกี่ยวกับความหมายของคำว่ามาตรฐานว่าหมายถึงอะไร ซึ่งฉันก็สามารถตอบได้ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แต่ก็ใกล้เคียง ซึ่งฉันก็ดีใจมากที่สามารถตอบคำถามที่ครูถามได้ เพราะอย่างน้อยๆสมองของฉันก็ได้คิดวิเคราะห์ออกมาบ้าง นั่นก็แสดงว่าสมองยังใช้งานได้อยู่ ต่อจากนั้นครูก็ให้จับคู่นำเสนองานกลุ่มต่อจากสัปดาห์ที่แล้วที่ครูได้มอบหมายไว้ โดยให้แต่ละคู่ออกมานำเสนอหน้าห้องให้เพื่อนๆฟัง แล้วร่วมกันคิดวิคราะห์ในหัวข้อที่เพื่อนนำเสนอว่าเป็นอย่างไร ควรปรับปรุง หรือเพิ่มเติมส่วนไหนเข้าไป เป็นต้น ซึ่งฉันกับเพื่อนก็ออกไปยืนกรานอยู่หน้าห้องกันสองคน รู้สึกอ้างว้างมากทั้งที่มีคนเยอะแยะ อันดับแรกเราก็แนะนำตัวพอแนะนำตัวเสร็จ เพื่อนฉันก็เป็นคนพูดขึ้น จนจบ ส่วนฉันมีบทบาทคือ ยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ จนนำเสนอจบ 
              และสุดท้ายก็อยากจะบอกว่า การเรียนในวันนี้ฉันมีความสุข สนุก มากๆ ได้ทั้งสาระความรู้ ความบันเทิง อิ่ม อร่อย ครบถ้วน อย่าบอกใคร ขอบคุณค่ะ ไว้เจอกันใหม่สัปดาห์หน้านะ


ความรู้เพิ่มเติม

ความหมาย และความสำคัญของมาตรฐาน ISO 9000


ISO ย่อมาจาก International Organization for Standardization หรือ International Standard Organization ซึ่งเป็นองค์การสากล ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนด หรือปรับมาตรฐานนานาชาติของเกือบทุกประเทศ (ยกเว้นทางด้านไฟฟ้า ซี่งเป็นหน้าที่ของ IEC)
                 เพื่อให้ประเทศต่างๆ ในโลกสามารถใช้มาตรฐานเดียวกันเนื่องจากแต่ละประเทศมีมาตรฐานคุณภาพของตนเอง
                                 
                 ปัจจุบันองค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน หรือ ISO มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนิวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประกอบด้วย
                สมาชิกจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกปัจจุบัน 137 ประเทศโดยมีภารกิจหลักๆ ดังนี้
                1. ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐาน และภารกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบสนองต่อการขาย การแลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการ
                ของนานาชาติทั่วโลก
                2. พัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของมวลมนุษยชาติ
                 
                                ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000 เป็นระบบการบริหารงานเพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการจัดการ และการ
                ประกันคุณภาพโดยเน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ และตั้งอยู่บนความคิดพื้นฐานที่ว่าเมื่อกระบวนการดี ผลที่ได้ออกมาก็จะ
                ดีตามไปด้วย พนักงานจะต้องได้รับการอบรมเพื่อให้เกิดทักษะ และมีความรับผิดชอบที่จะปฏิบัติงานให้ถูกต้องเป็นระบบทุกขั้นตอน
                ตามเอกสารที่ได้จัดทำขึ้น มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่นได้ สามารถนำไปใช้ในการบริหารงานได้ในทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น
                ด้านอุตสาหกรรม การผลิตและการบริการทุกขนาด เป็นระบบการบริหารงานที่นำไปใช้กันมากที่สุดในโลก
                 
                                ลักษณะสำคัญของ มาตรฐาน ISO 9000
                                1. เป็นมาตรฐาน เกี่ยวกับระบบบริหารคุณภาพเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจด้วยการยึดหลักของคุณภาพ
                                2. เป็นมาตรฐานระบบคุณภาพที่สามารถนำไปใช้กับกิจกรรมทุกประเภท
                                3. เป็นมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ และใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
                                4. เป็นระบบการบริหารคุณภาพที่เกี่ยวกับทุกแผนกงาน และทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วม
                                5. เป็นการบริหารคุณภาพจากขั้นตอนในกระบวนการนั้น ๆ
                                6. เป็นการบริหารที่ให้ความสำคัญในเรื่องของเอกสารการปฏิบัติงาน โดยนำสิ่งที่มีการปฏิบัติอยู่มาทำเป็นเอกสาร แล้วจัดเป็น
                หมวดหมู่มีระบบทำให้นำไปใช้งานได้สะดวกและเกิดประสิทธิภาพ
                                7. เป็นระบบงานที่เปิดโอกาสให้มีการแก้ไขปรับปรุงขั้นตอนในการปฏิบัติงาน วิธีการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการทำงานได้
                ตลอดเวลา
                                8. เป็นมาตรฐานขององค์กรทั้งหมด
                                9. เป็นมาตรฐานคุณภาพที่ประเทศไทยรับรองเป็นมาตรฐานคุณภาพ มอก. 9000


แหล่งที่มา:http://202.143.168.214/uttvc/wbi2553/meaniso9000.html



                                              มาตรฐานวิชาชีพครู


ความหมายของมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา
มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา คือ ข้อกําหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ และคุณภาพที่พึงประสงค์ในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดคุณภาพในการประกอบวิชาชีพ สามารถสร้างความเชื่อมั่น
ศรัทธาให้แก่ผู้รับบริการจากวิชาชีพได้ว่าเป็นบริการที่มีคุณภาพ ตอบสังคมได้ว่าการที่กฎหมายให้ความสําคัญกับวิชาชีพทางการศึกษา และกําหนดให้เป็นวิชาชีพควบคุม นั้น เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่มีลักษณะเฉพาะ ต้องใช้ความรู้ทักษะ และความเชี่ยวชาญในการประกอบวิชาชีพ ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 49 กําหนดให้มีมาตรฐานวิชาชีพ 3 ด้าน ประกอบด้วย
1. มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ หมายถึง ข้อกําหนดสําหรับผู้ที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพ จะต้องมีความรู้และมีประสบการณ์วิชาชีพเพียงพอที่จะประกอบวิชาชีพ จึงจะสามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์พร้อมที่จะประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้
2. มาตรฐานการปฏิบัติงาน หมายถึง ข้อกําหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในวิชาชีพให้เกิดผลเป็นไปตามเป้าหมายที่กําหนด พร้อมกับมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความชํานาญในการประกอบวิชาชีพ ทั้งความชํานาญเฉพาะด้านและความชํานาญตามระดับคุณภาพของมาตรฐานการปฏิบัติงาน หรืออย่างน้อยจะต้องมีการพัฒนาตามเกณฑ์ที่กําหนดว่ามีความรู้ ความสามารถ และความชํานาญ เพียงพอที่จะดํารงสถานภาพของการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพต่อไปได้หรือไม่ นั่นก็คือการกําหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องต่อใบอนุญาตทุกๆ 5 ปี
3. มาตรฐานการปฏิบัติตน หมายถึง ข้อกําหนดเกี่ยกับการประพฤติตนของ ผู้ประกอบวิชาชีพ โดยมีจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นแนวทางและข้อพึงระวังในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อดํารงไว้ซึ่งชื่อเสียง ฐานะ เกียรติ และศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ตามแบบแผนพฤติกรรม ตามจรรยาบรรณของวิชาชีพที่คุรุสภาจะกําหนดเป็นข้อบังคับต่อไป หากผู้ประกอบวิชาชีพผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพทําให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นจนได้รับการร้องเรียนถึงคุรุสภาแล้ว ผู้นั้นอาจถูกคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ยกข้อกล่าวหา
(2) ตักเตือน
(3) ภาคทัณฑ์
(4) พักใช้ใบอนุญาตมีกําหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกิน 5 ปี
(5) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (มาตรา 54)
สํานักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ดําเนินการศึกษาวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสํารวจความคิดเห็น จัดประชุมสัมมนา ประชุมเชิงปฏิบัติการ ประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งด้านการผลิต การพัฒนา และการประกอบวิชาชีพ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนํามากําหนดเป็นสาระสําคัญของมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการคุรุสภาในคราวประชุมครั้งที่ 5/2548 วันที่ 21 มีนาคม 2548 และที่ประชุม คณะกรรมการคุรุสภาครั้งที่ 6/2548 วันที่ 18 เมษายน 2548 ได้อนุมัติให้ออกข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาเป็นเครื่องมือสําคัญของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งจะต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้รับบริการ อันถือเป็นเป้าหมายหลักของการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้สามารถนําไปใช้ในการประกอบวิชาชีพให้สมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูงและได้รับการยอมรับยกย่องจากสังคม
แหล่งอ้างอิง : http://onumpai.multiply.com/journal/item/3

เกณฑ์มาตรฐาน- วิชาชีพครู ตามกระทรวงศึกษาธิการ.


มาตรฐานที่ 1 ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ
มาตรฐานที่ 2 ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดกับผู้เรียน
มาตรฐานที่ 3 มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ
มาตรฐานที่ 4 พัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง
มาตรฐานที่ 5 พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ
มาตรฐานที่ 6 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผลถาวรที่เกิดแก่ผู้เรียน
มาตรฐานที่ 7 รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ
มาตรฐานที่ 8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน
มาตรฐานที่ 9 ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ 10 ร่วมมือกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ในชุมชน
มาตรฐานที่ 11 แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา
มาตรฐานที่ 12 สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์
คำอธิบายมาตรฐานที่ 1
การปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครู หมายถึง การศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาตนเอง การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และ การเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการที่องค์การหรือหน่วยงาน หรือสมาคมจัดขึ้น เช่น การประชุม การอบรม การสัมมนา และการประชุมปฏิบัติการ เป็นต้น ทั้งนี้ต้องมีผลงานหรือรายงานที่ปรากฏชัดเจน
คำอธิบายมาตรฐานที่ 2
การตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดกับผู้เรียน หมายถึง การ-เลือกอย่างชาญฉลาดด้วยความรักและหวังดีต่อผู้เรียน ดังนั้น ในการเลือกกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมอื่น ๆ ครูต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดแก่ผู้เรียนเป็นหลัก
คำอธิบายมาตรฐานที่ 3
การมุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียน หมายถึง การใช้ความพยายามอย่างเต็มความสามารถของครูที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ให้มากที่สุด ตามความถนัด ความสนใจ ความต้องการ โดยวิเคราะห์ วินิจฉัยปัญหาความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนที่จะให้ได้ผลดีกว่าเดิม รวมทั้งการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ตามศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคนอย่างเป็นระบบ
คำอธิบายมาตรฐานที่ 4
การพัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง หมายถึง การเลือกใช้ ปรับปรุง หรือสร้างแผนการสอน บันทึกการสอน หรือ เตรียมการสอนในลักษณะอื่น ๆ ที่สามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้
คำอธิบายมาตรฐานที่ 5
การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ หมายถึง การประดิษฐ์คิดค้น ผลิต เลือกใช้ ปรับปรุงเครื่องมืออุปกรณ์ เอกสารสิ่งพิมพ์ เทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุ จุดประสงค์ของการเรียนรู้
คำอธิบายมาตรฐานที่ 6
การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผลถาวร หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการแสวงหาความรู้ตามสภาพความแตกต่างของบุคคล ด้วยการปฏิบัติจริง และสรุปความรู้ทั้งหลายได้ด้วยตนเอง ก่อให้เกิดค่านิยมและนิสัยในการปฏิบัติจนเป็นบุคลิกภาพถาวรติดตัวผู้เรียนตลอดไป
คำอธิบายมาตรฐานที่ 7
การรายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ หมายถึง การรายงานผลการพัฒนาผู้เรียนที่เกิดจากการปฏิบัติการเรียนการสอนให้ครอบคลุมสาเหตุ ปัจจัย และ การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง โดยครูนำเสนอรายงานการปฏิบัติในรายละเอียด ดังนี้
1. ปัญหาความต้องการของผู้เรียนที่ต้องการได้รับการพัฒนาและเป้าหมายของ
การพัฒนาผู้เรียน
2. เทคนิค วิธีการ หรือ นวัตกรรมการเรียนการสอนที่นำมาใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพ
ของผู้เรียน และขั้นตอนวิธีการใช้เทคนิควิธีการหรือนวัตกรรมนั้น ๆ
3. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามวิธีการที่กำหนดที่เกิดกับผู้เรียน
4. ข้อเสนอแนะแนวทางใหม่ ๆ ในการปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียนให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
คำอธิบายมาตรฐานที่ 8
การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี หมายถึง การแสดงออก การประพฤติและปฏิบัติในด้านบุคลิกภาพทั่วไป การแต่งกาย กิริยา วาจา และจริยธรรมที่เหมาะสมกับความเป็นครูอย่างสม่ำเสมอ ที่ทำให้ผู้เรียนเลื่อมใสศรัทธาและถือเป็นแบบอย่าง
คำอธิบายมาตรฐานที่ 9
การร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์ หมายถึง การตระหนักถึงความ-สำคัญ รับฟังความคิดเห็น ยอมรับในความรู้ความสามารถ ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติ กิจกรรมต่าง ๆ ของเพื่อนร่วมงานด้วยความเต็มใจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของสถานศึกษา และ ร่วมรับผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น
คำอธิบายมาตรฐานที่ 10
การร่วมมือกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ในชุมชน หมายถึง การตระหนักในความสำคัญ รับฟังความคิดเห็น ยอมรับในความรู้ความสามารถของบุคคลอื่นในชุมชน และร่วมมือปฏิบัติ-งานเพื่อพัฒนางานของสถานศึกษา ให้ชุมชนและสถานศึกษามีการยอมรับซึ่งกันและกัน และปฏิบัติงานร่วมกันด้วยความเต็มใจ
คำอธิบายมาตรฐานที่ 11
การแสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา หมายถึง การค้นหา สังเกต จดจำ และรวบรวมข้อมูลข่าวสารตามสถานการณ์ของสังคมทุกด้าน โดยเฉพาะ สารสนเทศเกี่ยวกับวิชาชีพครู สามารถวิเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล และใช้ข้อมูลประกอบการแก้ปัญหาพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และพัฒนาสังคมได้อย่างเหมาะสม
คำอธิบายมาตรฐานที่ 12
การสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ หมายถึง การสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการนำปัญหาหรือความจำเป็นในการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการเรียน และ การจัดกิจกรรมอื่น ๆ ในโรงเรียน มา กำหนดเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาของผู้เรียนที่ถาวร เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของครูอีกแบบหนึ่ง ที่จะนำเอาวิกฤติต่าง ๆ มาเป็นโอกาสในการพัฒนา ครูจำเป็นต้องมองมุมต่าง ๆ ของปัญหา แล้วผันมุมของปัญหาไปในทางการพัฒนา กำหนดเป็นกิจกรรมในการพัฒนาของผู้เรียน ครูจึงต้องเป็นผู้มองมุมบวกในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ กล้าที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ มีสติในการแก้ปัญหา มิได้ตอบสนองปัญหาต่าง ๆ ด้วยอารมณ์หรือแง่มุมแบบตรงตัว ครูสามารถมองหักมุมในทุก ๆ โอกาส มองเห็นแนวทางที่นำสู่ผลก้าวหน้าของผู้เรียน
กระทรวงศึกษาธิการ : ประกาศ ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 สำนักเลขาธิการคุรุสภา
แหล่งอ้างอิง : http://www.kroobannok.com/21343

http://www.kruchiangrai.net/2012/07/29